บริหารเงินให้รวย

ตอนที่ 1/50 · 2% · อ่าน ~27 นาที

ตอนที่ 1 — ก้าวแรกสู่การบริหารเงิน

อ่านประมาณ 27 นาที

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้เปิดหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา การบริหารเงินอย่างชาญฉลาดไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับใครก็ตามที่ปรารถนาจะก้าวไปสู่ความมั่นคงทางการเงิน และสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน หลายคนอาจรู้สึกว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องซับซ้อน น่าเบื่อ หรือเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ผมขอยืนยันตรงนี้ว่า การบริหารเงินนั้นเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหน มีรายได้มากน้อยเพียงใด หรือมีเป้าหมายทางการเงินแบบใดก็ตาม

ลองนึกภาพชีวิตของเรานะครับ เราทุกคนต่างต้องใช้เงินในการดำรงชีวิต ตั้งแต่ปัจจัยสี่พื้นฐาน ไปจนถึงความสุขสบายและความฝันที่เราตั้งไว้ แต่บ่อยครั้งที่เราพบว่าเงินที่หามาได้กลับไม่เพียงพอ หรือเราไม่รู้ว่าเงินของเราหายไปไหน ทำไมถึงเก็บออมได้น้อยเหลือเกิน ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของคุณคนเดียว แต่เป็นปัญหาที่คนจำนวนมากเผชิญอยู่ และสาเหตุหลักมักมาจากการที่เรายังไม่ได้เริ่ม

"บริหาร" เงินของเราอย่างเป็นระบบ

การบริหารเงินเปรียบเสมือนการเดินทางครับ ถ้าเราอยากไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยและตรงเวลา เราก็ต้องมีแผนที่ที่ดี รู้ว่ากำลังจะไปไหน มีทรัพยากรอะไรบ้าง และจะใช้ทรัพยากรเหล่านั้นอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด การบริหารเงินก็เช่นเดียวกันครับ ก้าวแรกที่สำคัญที่สุด คือการทำความเข้าใจสถานะทางการเงินปัจจุบันของตัวเองเสียก่อน เราต้องมองเข้าไปในกระเป๋าของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่หลอกตัวเอง ไม่มองข้ามสิ่งเล็กน้อย

ลองนึกถึงคุณป้าสมศรี คุณป้าเป็นแม่ค้าขายผลไม้ตลาดสด ท่านทำงานหนักมาตลอดชีวิต มีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่พออายุมากขึ้น สุขภาพเริ่มไม่แข็งแรง ท่านก็เริ่มกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ท่านเล่าให้ผมฟังว่า

“สมัยก่อนไม่เคยคิดอะไรมาก ได้เท่าไหร่ก็ใช้ไปเท่านั้น คิดว่ายังมีแรงหาเงินได้อีกเรื่อยๆ แต่พออายุมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มบอกว่าไม่ไหวแล้ว”

คุณป้าสมศรีเพิ่งจะตระหนักว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา ท่านไม่ได้วางแผนเผื่ออนาคตเลย เงินที่หามาได้ส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และไม่มีเงินเก็บเพียงพอสำหรับการเกษียณ

เรื่องราวของคุณป้าสมศรีเป็นอุทาหรณ์ที่ดีครับ มันแสดงให้เห็นว่าการรอให้ถึงวันที่พร้อม หรือรอให้มีปัญหาเกิดขึ้นก่อน จึงจะเริ่มคิดเรื่องการบริหารเงินนั้น อาจสายเกินไป การเริ่มต้น

"ก้าวแรก"

ที่ดี คือการที่เราต้องมีสติและมีความรับผิดชอบต่อการเงินของตัวเอง

แล้วเราจะเริ่มต้น "ก้าวแรก"

นี้ได้อย่างไร? ผมขอแนะนำให้เริ่มจากการสำรวจสภาพคล่องทางการเงินของตัวเองเสียก่อน นั่นคือการดูว่าตอนนี้เรามี

"สินทรัพย์" อะไรบ้าง และมี

"หนี้สิน"

อะไรบ้าง สินทรัพย์ คือสิ่งที่เราเป็นเจ้าของและมีมูลค่า สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ เช่น เงินสดในบัญชี เงินฝากในธนาคาร หุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ ยานพาหนะ หรือแม้แต่ของมีค่าต่างๆ ส่วนหนี้สิน คือสิ่งที่เราเป็นหนี้คนอื่น หรือสถาบันการเงิน เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อบ้าน หนี้สินเชื่อรถยนต์ หนี้เงินกู้ยืมต่างๆ

ลองเขียนรายการออกมาครับ อาจจะใช้กระดาษ ปากกา หรือจะใช้แอปพลิเคชันบนมือถือก็ได้ เริ่มจากสินทรัพย์ก่อน อะไรที่เรามีบ้าง มูลค่าเท่าไหร่ในปัจจุบัน จากนั้นก็ไล่ไปดูหนี้สินของเรา มีหนี้อะไรบ้าง ต้องจ่ายคืนเท่าไหร่ ดอกเบี้ยเท่าไหร่ การที่เราเห็นภาพรวมของสินทรัพย์และหนี้สิน จะทำให้เราเห็น

"ฐานะทางการเงินสุทธิ"

ของเรา ซึ่งก็คือ สินทรัพย์ทั้งหมด ลบด้วย หนี้สินทั้งหมด ตัวเลขนี้จะบอกเราว่า ณ วันนี้ เรามี

"เนื้อเงิน" เหลืออยู่เท่าไหร่ หรือเราติดลบอยู่เท่าไหร่

ตัวอย่างเช่น คุณสมชายมีเงินสดในบัญชี 50,000 บาท มีกองทุนรวมมูลค่า 100,000 บาท มีรถยนต์มูลค่า 300,000 บาท รวมสินทรัพย์ทั้งหมด 450,000 บาท ในขณะเดียวกัน เขามีหนี้บัตรเครดิต 30,000 บาท และหนี้สินเชื่อรถยนต์ 200,000 บาท รวมหนี้สินทั้งหมด 230,000 บาท ดังนั้น ฐานะทางการเงินสุทธิของคุณสมชายคือ 450,000 - 230,000 = 220,000 บาท ซึ่งหมายความว่าเขามีทรัพย์สินสุทธิเป็นบวก

การทำเช่นนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การรู้จำนวนเงินที่แน่นอนที่เรามีและเป็นหนี้ จะช่วยให้เรามีมุมมองที่ชัดเจนขึ้น หลายคนอาจประหลาดใจเมื่อเห็นยอดหนี้บัตรเครดิตที่สะสมมาโดยไม่รู้ตัว หรือเห็นมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่ตนเองมี การสำรวจนี้เป็นเหมือนการตรวจสุขภาพทางการเงินครับ เราจะได้รู้ว่ามีส่วนไหนที่ต้องรีบดูแล หรือส่วนไหนที่แข็งแรงดีอยู่แล้ว

หลังจากที่เราสำรวจสินทรัพย์และหนี้สินแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำในก้าวแรกนี้ คือการทำความเข้าใจ

"กระแสเงินสด"

ของเรา กระแสเงินสด คือการไหลเข้าและไหลออกของเงินในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยทั่วไปเราจะดูกันเป็นรายเดือน เราต้องรู้ว่าในแต่ละเดือน เรามีรายได้เข้ามาเท่าไหร่ และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง นี่คือหัวใจสำคัญของการบริหารเงินในระยะยาว

ผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อคุณพงษ์ เขาเป็นโปรแกรมเมอร์ที่มีเงินเดือนสูง แต่ชีวิตก็วนลูปอยู่กับการเงินติดขัดอยู่เสมอ เขามักจะบ่นว่า

"เงินเดือนออกแล้วหมดเลย"

ผมจึงชวนเขามานั่งคุยและลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายกันดู ปรากฏว่าคุณพงษ์มีรายได้ประมาณ 70,000 บาทต่อเดือน แต่ค่าใช้จ่ายของเขาก็สูงถึง 65,000 บาท ซึ่งฟังดูเหมือนจะเหลือเก็บได้ตั้ง 5,000 บาท แต่พอลงรายละเอียดไป เขาพบว่ามีค่าใช้จ่ายที่

"มองข้าม"

ไปหลายอย่าง เช่น ค่ากาแฟแพงๆ เกือบทุกวัน ค่าดูหนังฟังเพลง ค่าแอปพลิเคชันต่างๆ ค่าของใช้ส่วนตัวที่ซื้อโดยไม่จำเป็น รวมถึงการกินข้าวนอกบ้านบ่อยครั้ง เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว เงิน 5,000 บาทที่คิดว่าเหลือ กลับถูกใช้ไปกับสิ่งเหล่านี้จนหมด

การทำความเข้าใจกระแสเงินสดของเรา ไม่ใช่แค่การจดบันทึก แต่คือการ

"วิเคราะห์"

ว่าเงินของเราไปที่ไหน มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่จำเป็นจริงๆ และส่วนไหนที่สามารถลดทอนลงได้ การสำรวจนี้อาจทำให้เราเห็นนิสัยการใช้จ่ายที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนเพื่อสร้างความมั่งคั่งต่อไป

ก้าวแรกของการบริหารเงิน คือการยอมรับความจริงเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของเราในปัจจุบัน การสำรวจสินทรัพย์ หนี้สิน และกระแสเงินสด คือเครื่องมือที่จะช่วยให้เรามองเห็นความจริงนั้นได้อย่างชัดเจน เหมือนกับการที่เราจะเริ่มสร้างบ้าน เราต้องรู้ก่อนว่าเรามีที่ดินเท่าไหร่ มีวัสดุอะไรอยู่แล้วบ้าง และเรามีงบประมาณเท่าไหร่ การเริ่มต้นจากจุดนี้ จะทำให้เรามีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการก้าวต่อไปสู่การตั้งเป้าหมายทางการเงิน และการสร้างงบประมาณที่สมดุล ซึ่งเราจะมาเจาะลึกกันในตอนต่อไปครับ

1 / 50
บริหารเงินให้รวย
ฟรี

บริหารเงินให้รวย

การเงิน/ลงทุน50 ตอน 4.7
ความคืบหน้า2%
แชร์: