ตอนที่ 1 — เสียงบ่นของพนักงานแผนกบัญชี
วันศุกร์เย็นวันหนึ่ง ผมกำลังนั่งตรวจรายงานการเงินประจำสัปดาห์อยู่บนโต๊ะทำงาน แสงไฟนีออนในออฟฟิศเริ่มสลัวลง ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักตลอดห้าวันฉายชัดบนใบหน้าของเพื่อนร่วมงานหลายคน เสียงซุบซิบดังมาจากมุมแผนกบัญชี ผมได้ยินเสียง ปรางค์ พนักงานบัญชีรุ่นเก๋าที่ทำงานที่นี่มานานกว่าสิบปี พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“นี่เราต้องทำโอทีอีกแล้วเหรอเนี่ย งานกองเต็มโต๊ะไปหมดเลยจริงๆ”
ผมเหลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง ก็เกือบจะหกโมงเย็นแล้ว ปกติวันศุกร์แบบนี้ คนส่วนใหญ่มักจะรีบเก็บของเตรียมตัวกลับบ้านเพื่อไปพักผ่อน แต่สำหรับผมและทีมในแผนกการเงินแล้ว มันเป็นเรื่องปกติที่จะต้องอยู่จนดึกดื่น การตรวจทานรายงาน การกระทบยอดบัญชี การเตรียมเอกสารสำหรับการประชุมผู้บริหารในวันจันทร์ มันเหมือนวงจรที่ไม่เคยสิ้นสุด
“ปรางค์ ใจเย็นๆ สิ อีกนิดเดียวก็จะเสร็จแล้ว”
เสียงของสมศักดิ์ หัวหน้าแผนกบัญชี ดังขึ้นพยายามปลอบโยนลูกน้อง
“ผมเข้าใจว่าเหนื่อย แต่เดือนนี้ยอดขายมันพุ่งแรง เราก็ต้องบันทึกบัญชีให้ทัน”
“ทันอะไรคะพี่สมศักดิ์ นี่มันเลยเวลาทำงานมาเป็นชั่วโมงแล้วนะคะ แล้วงานก็ไม่ได้มีแค่นี้ สิ้นเดือนก็ต้องปิดงบอีก”
ปรางค์ตอบกลับ เสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ ผมสัมผัสได้ถึงความท้อแท้ที่แผ่ออกมา ไม่ใช่แค่ปรางค์ แต่ผมเห็นสายตาของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่มองมาทางนี้ด้วยความเข้าใจ หลายคนคงรู้สึกแบบเดียวกัน
“เราทำงานกันแทบตาย แล้วไง สุดท้ายก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม เพิ่มมานิดหน่อย แต่ชีวิตเราก็ยังต้องมานั่งรอทำโอทีทุกอาทิตย์” เธอพึมพำเสียงเบาพอให้คนที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยิน
ผมถอนหายใจเบาๆ ผมเข้าใจความรู้สึกของปรางค์ดี ที่จริงแล้ว ผมเองก็รู้สึกแบบนั้นมาตลอดหลายปีที่ทำงานในองค์กรแห่งนี้ ผมเป็นพนักงานระดับกลางในแผนกการตลาด มีหน้าที่รับผิดชอบโครงการต่างๆ ประสานงานกับทีมต่างๆ และรายงานผลให้ผู้บริหาร ผมทำตามหน้าที่ทุกอย่าง ทำงานให้เต็มที่ในเวลาทำงาน และหลายครั้งก็ต้องทุ่มเทเวลาส่วนตัวเพื่อทำงานให้เสร็จทันตามกำหนด แต่ทุกครั้งที่เงินเดือนออก ผมก็รู้สึกเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ความก้าวหน้าในสายอาชีพก็ดูเหมือนจะถูกจำกัดด้วยโครงสร้างองค์กรที่ค่อนข้างตายตัว
ผมเคยคุยเรื่องนี้กับเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ วิชัย เขาทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง
“แกไม่เบื่อเหรอวะ วนลูปอยู่แค่นี้” ผมเคยถามเขา วิชัยหัวเราะเบาๆ
“เบื่อสิ ใครจะไม่เบื่อ แต่แกก็รู้ โลกของการเป็นลูกจ้าง มันก็มีข้อจำกัดของมันแหละ เราทำได้แค่ทำให้ดีที่สุดในส่วนของเรา”
เขาตอบ ผมมองไปที่ปรางค์อีกครั้ง เธอเริ่มก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ พยายามกลั้นน้ำตา ผมเห็นแววตาของความรู้สึกผิดหวังและยอมจำนน
ในหัวผมตอนนั้น คำถามมากมายผุดขึ้นมา ถ้าเราทำงานหนักแล้วยังคงรู้สึกเหนื่อยล้า ไร้ความสุข และรู้สึกว่าชีวิตไม่มีความก้าวหน้าอย่างแท้จริง มันหมายความว่าอะไร? เรากำลังทำอะไรผิดพลาดอยู่หรือเปล่า? หรือว่าเรากำลังติดอยู่ในกับดักของการเป็น
“ลูกจ้าง”
ที่มองไม่เห็นทางออก? ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยรู้สึกแบบนี้ การทำงานหนักไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป มันมีบางอย่างที่มากกว่านั้นที่เรามองข้ามไป
ผมเชื่อว่าการเป็น “ลูกจ้าง” กับการเป็น
“เจ้าของ” ไม่ได้วัดกันที่ว่าคุณถือหุ้นบริษัทหรือไม่ แต่อยู่ที่
“วิธีคิด” และ
“การลงมือทำ”
ของคุณต่างหาก หากคุณยังคงคิดแบบลูกจ้าง คือทำตามคำสั่ง ทำตามหน้าที่ให้ครบถ้วน รอรับคำสั่ง รอรับเงินเดือน ชีวิตของคุณก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้ ไม่มีความท้าทาย ไม่มีการเติบโตที่แท้จริง
แต่ถ้าคุณเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด มองตัวเองในฐานะ “เจ้าของ”
แม้ว่าคุณจะยังเป็นพนักงานอยู่ก็ตาม คุณจะเริ่มมองเห็นโอกาส มองเห็นปัญหา และมองเห็นหนทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยตัวเอง คุณจะเริ่มตั้งคำถามว่า
“ทำอย่างไรให้งานนี้ดีขึ้น?”
“ทำอย่างไรให้ทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น?”
“ทำอย่างไรให้องค์กรเติบโต?”
ผมจึงตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องเริ่มเปลี่ยนแปลง ผมจะไม่ยอมให้ตัวเองจมอยู่กับความเหนื่อยหน่ายและความรู้สึกที่ว่าชีวิตไม่มีความหมายอีกต่อไป ผมจะหาคำตอบว่าทำอย่างไรถึงจะ
“คิดแบบเจ้าของ ไม่ใช่ลูกจ้าง” ได้อย่างแท้จริง
สำหรับวันนี้ ลองสังเกตตัวเองดูว่า คุณกำลังรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับงานที่ทำอยู่หรือไม่? คุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำงานหนัก แต่ผลตอบแทนหรือความก้าวหน้ามันไม่คุ้มค่าเลยใช่ไหม? แค่การตระหนักรู้ในปัญหานี้ ก็ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญแล้ว
