1,334 เล่ม 64,600 ตอน อ่านฟรี!
กลับไปหน้าบทความ
การขาย & เจรจา

เทคนิคเจรจาต่อรองแบบ Win-Win ที่ใช้ได้ทุกสถานการณ์

ปลดล็อกการเจรจาที่สร้างผลประโยชน์ร่วมกัน ด้วยเทคนิค Harvard Negotiation, BATNA, Active Listening และอีกมากมาย ที่จะเปลี่ยนการต่อรองให้เป็นมิตรภาพและความสำเร็จ.

BizBook168 2026-04-08 8 นาที

1เปิดฉากการเจรจา: ไม่ใช่แค่การ 'เอา' แต่คือการ 'ให้'

เคยไหมครับ... เวลาต้องเจรจาต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องธุรกิจ หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน แล้วรู้สึกว่าสุดท้ายแล้วเรากับคู่เจรจาต่างก็รู้สึกว่าตัวเอง 'เสียเปรียบ' หรือจบลงด้วยความรู้สึกไม่พอใจทั้งสองฝ่าย? หลายครั้งที่เรามองการเจรจาว่าเป็น 'สนามรบ' ที่ต้องชิงไหวชิงพริบ หรือต้อง 'เอาชนะ' อีกฝ่ายให้ได้ แต่ถ้าผมบอกคุณว่า การเจรจาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเอาชนะ แต่คือการสร้าง 'ชัยชนะร่วมกัน' หรือที่เรียกว่า 'Win-Win' ล่ะครับ? วันนี้ เราจะมาไขรหัสเทคนิคเจรจาต่อรองแบบ Win-Win ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และสามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักธุรกิจมืออาชีพ พนักงานขาย หรือแม้แต่คนทั่วไปที่ต้องการปิดดีลให้ลงตัว.

2รู้จัก BATNA ของคุณ: เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด

## เปิดฉากการเจรจา: ไม่ใช่แค่การ 'เอา' แต่คือการ 'ให้'

3พลังของการรับฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening): ได้ยินสิ่งที่ไม่ได้พูด

แนวคิดหลักของการเจรจาแบบ Win-Win มาจาก 'Harvard Negotiation Project' โดยศาสตราจารย์ Roger Fisher และ William Ury ที่ได้กลั่นกรองออกมาเป็นหลักการสำคัญที่เรียกว่า 'Principled Negotiation' ซึ่งเน้นการแยก 'คน' ออกจาก 'ปัญหา' และมุ่งเน้นไปที่ 'ผลประโยชน์' แทนที่จะเป็น 'จุดยืน' ที่แข็งกร้าว.

4ศิลปะแห่งการวางกรอบ (Framing): เปลี่ยนมุมมอง สร้างโอกาส

ลองนึกภาพนะครับ... คุณกำลังเจรจาขอขึ้นเงินเดือนกับหัวหน้า แทนที่จะเดินเข้าไปบอกว่า 'ผมต้องการเงินเดือนเพิ่ม 20% เพราะผมทำงานหนัก!' ซึ่งเป็นการตั้ง 'จุดยืน' ที่อาจทำให้หัวหน้าตั้งรับและปฏิเสธได้ทันที ลองเปลี่ยนมาเป็นการสื่อสารที่มุ่งเน้น 'ผลประโยชน์' ของทั้งสองฝ่ายแทน เช่น 'ผมอยากจะหารือเกี่ยวกับโครงสร้างเงินเดือนของผมครับ ผมได้ทุ่มเทให้กับโปรเจกต์ X และ Y ซึ่งสร้างผลตอบแทนให้บริษัทเพิ่มขึ้น Z% ผมเชื่อว่าการปรับค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับผลงาน จะช่วยให้ผมมีกำลังใจในการทำงานและสร้างผลงานที่ดียิ่งขึ้นในอนาคตครับ' การสื่อสารแบบนี้จะเปิดประตูสู่การสนทนาที่สร้างสรรค์มากขึ้น.

5ภาษากาย: บอกเล่าเรื่องราวที่คำพูดไม่สามารถบรรยายได้

## รู้จัก BATNA ของคุณ: เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด

6บทสรุป: ก้าวสู่การเจรจาแห่งอนาคต

ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเจรจาใดๆ สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องรู้คือ 'BATNA' หรือ 'Best Alternative to a Negotiated Agreement' ครับ ลองนึกภาพว่าถ้าการเจรจาครั้งนี้ไม่สำเร็จจริงๆ ทางเลือกที่ดีที่สุดของคุณคืออะไร? การรู้ BATNA ของตัวเองจะช่วยให้คุณมีจุดยืนที่แข็งแกร่ง ไม่ต้องยอมรับข้อตกลงที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และไม่รู้สึกกดดันจนต้องยอมทุกอย่าง.

สมมติว่าคุณเป็นตัวแทนขายรถยนต์ และกำลังเจรจาต่อรองราคากับลูกค้า แต่ลูกค้าคนนี้มีข้อเสนอจากคู่แข่งที่น่าสนใจมาก ถ้าคุณรู้ว่า BATNA ของคุณคือการขายรถรุ่นเดียวกันนี้ให้กับลูกค้าอีกรายในราคาที่ใกล้เคียงกัน หรือแม้แต่การนำรถคันนี้ไปขายต่อให้เต็นท์ในราคาที่แน่นอน การรู้สิ่งนี้จะทำให้คุณไม่จำเป็นต้องลดราคาจนขาดทุนเพียงเพื่อปิดการขายกับลูกค้ารายนี้ คุณสามารถเจรจาต่อรองด้วยความมั่นใจ และสามารถปฏิเสธข้อเสนอที่ไม่เป็นธรรมได้.

การเตรียม BATNA ไม่ได้มีแค่ในโลกธุรกิจเท่านั้นนะครับ ในชีวิตประจำวันก็เช่นกัน เช่น หากคุณกำลังจะซื้อบ้าน และมีบ้านหลังอื่นที่คุณสนใจรองลงมาไว้ในใจ BATNA ของคุณก็คือการไปดูบ้านหลังนั้น ซึ่งทำให้คุณมีอำนาจต่อรองกับบ้านหลังแรกมากขึ้น เพราะคุณไม่ได้ 'ติด' อยู่กับตัวเลือกเดียว.

## พลังของการรับฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening): ได้ยินสิ่งที่ไม่ได้พูด

เทคนิคนี้อาจดูเหมือนง่าย แต่กลับเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไปครับ 'Active Listening' ไม่ใช่แค่การได้ยินเสียง แต่คือการตั้งใจฟังอย่างแท้จริง เพื่อทำความเข้าใจมุมมอง ความต้องการ และความรู้สึกของคู่เจรจา.

การฟังอย่างตั้งใจ หมายถึง การให้ความสนใจกับผู้พูดอย่างเต็มที่ โดยไม่ขัดจังหวะ พยักหน้า แสดงความเข้าใจ ใช้คำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นให้เขาอธิบายเพิ่มเติม เช่น 'คุณช่วยเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ไหมครับ?' หรือ 'ผมเข้าใจว่าคุณรู้สึก... ถูกต้องไหมครับ?' การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน แต่ยังแสดงให้คู่เจรจาเห็นว่าคุณให้ความสำคัญกับเขา ทำให้เขารู้สึกดี และเปิดใจในการเจรจามากขึ้น.

ลองนึกภาพสถานการณ์การเจรจาเรื่องการส่งมอบสินค้าที่ล่าช้า คุณอาจจะรู้สึกหงุดหงิดที่สินค้ามาไม่ทัน แต่ถ้าคุณใช้ Active Listening คุณจะรับฟังเหตุผลของคู่ค้า เช่น เขาอาจจะอธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อคุณเข้าใจสถานการณ์ของเขา คุณอาจจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้ เช่น การส่งมอบสินค้าส่วนหนึ่งก่อน และส่วนที่เหลือจะตามมาเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น หรืออาจจะเสนอส่วนลดเล็กน้อยเพื่อชดเชย.

## ศิลปะแห่งการวางกรอบ (Framing): เปลี่ยนมุมมอง สร้างโอกาส

การ 'Framing' คือการนำเสนอข้อมูลหรือประเด็นต่างๆ ในมุมมองที่แตกต่างออกไป เพื่อให้คู่เจรจาเห็นภาพรวมและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ลองนึกภาพว่าคุณกำลังจะเสนอขายผลิตภัณฑ์ใหม่ที่อาจมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง แต่ถ้าคุณ Framing มันในมุมของ 'การลงทุนระยะยาว' ที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในอนาคต หรือ 'การเพิ่มประสิทธิภาพ' ที่จะทำให้ธุรกิจของเขาก้าวหน้าขึ้น แทนที่จะเน้นแค่ 'ราคา' เพียงอย่างเดียว.

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทซอฟต์แวร์แห่งหนึ่ง กำลังเสนอโซลูชันการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ที่มีราคาสูงกว่าคู่แข่ง แต่แทนที่จะเน้นแค่ฟีเจอร์ที่เหนือกว่า พวกเขาเลือกที่จะ Framing ประโยชน์ในมุมของ 'การลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่' และ 'การเพิ่มโอกาสในการขายซ้ำ' ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และส่งผลต่อกำไรของลูกค้าโดยตรง เมื่อลูกค้ามองเห็นภาพนั้น พวกเขาก็จะเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น.

การ Framing ยังสามารถช่วยลดความขัดแย้งได้อีกด้วย เช่น แทนที่จะพูดว่า 'คุณผิดที่ทำแบบนี้' อาจจะเปลี่ยนเป็น 'เรามาดูกันว่ามีวิธีไหนที่เราจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ให้ดีขึ้นได้บ้าง' ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการตำหนิไปสู่การหาทางออกร่วมกัน.

## ภาษากาย: บอกเล่าเรื่องราวที่คำพูดไม่สามารถบรรยายได้

เคยสังเกตไหมครับว่า บางครั้งคำพูดของคนเรากับภาษากายกลับสวนทางกัน? 'Body Language' เป็นส่วนสำคัญของการเจรจาที่หลายคนมองข้ามไป การอ่านและเข้าใจภาษากายของคู่เจรจา รวมถึงการควบคุมภาษากายของตัวเอง จะช่วยให้การเจราราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น.

การสบตาที่มั่นคง การยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ การนั่งตัวตรง หรือการใช้ท่าทางที่เปิดเผย (Open Posture) เช่น การวางแขนออกด้านข้าง แทนที่จะไขว้แขน เป็นสัญญาณของความมั่นใจ ความเปิดเผย และความจริงใจ ในทางกลับกัน การหลบตา การกอดอก การนั่งหลังค่อม หรือการแสดงท่าทีที่อึดอัด อาจบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ ความไม่สบายใจ หรือการต่อต้าน.

ในทางกลับกัน คุณเองก็ต้องใส่ใจกับภาษากายของตัวเองเช่นกันนะครับ การแสดงออกถึงความกระตือรือร้น ความใส่ใจ และความมั่นใจผ่านภาษากาย จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้คู่เจรจาไว้วางใจคุณมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การยืนตัวตรงขณะนำเสนอ การผายมืออย่างเป็นธรรมชาติเมื่ออธิบายประเด็นสำคัญ หรือการพยักหน้าเพื่อแสดงความเข้าใจ.

## บทสรุป: ก้าวสู่การเจรจาแห่งอนาคต

การเจรจาแบบ Win-Win ไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อมครับ มันคือการผสมผสานระหว่างการเตรียมตัวอย่างรอบคอบ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และการมองหาผลประโยชน์ร่วมกัน ด้วยการทำความเข้าใจหลักการของ Harvard Negotiation, การรู้จัก BATNA ของตัวเอง, การฝึกฝน Active Listening, การใช้ศิลปะแห่ง Framing และการใส่ใจกับภาษากาย คุณจะสามารถเปลี่ยนการเจรจาที่เคยตึงเครียดให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจสำหรับทุกฝ่าย.

จำไว้เสมอว่า การเจรจาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ชนะ' แต่คือการสร้าง 'คุณค่า' ที่ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนในระยะยาว ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กับการเจรจาครั้งต่อไปของคุณนะครับ แล้วคุณจะพบว่า โลกของการเจรจาที่ 'Win-Win' นั้นเป็นไปได้จริง และจะทำให้เส้นทางธุรกิจและชีวิตของคุณน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น!

#การเจรจา#ธุรกิจ#การขาย#พัฒนาตนเอง#Win-Win

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านหนังสือธุรกิจฟรี 1,334 เล่ม

เนื้อหาเข้มข้น 64,600 ตอน ครอบคลุม 10 หมวดหมู่

เข้าห้องสมุด