1,334 เล่ม 64,600 ตอน อ่านฟรี!
กลับไปหน้าบทความ
จิตวิทยา & พฤติกรรม

จิตวิทยาเงิน: ทำไมคนไทยออมเงินไม่อยู่

วิเคราะห์พฤติกรรมทางการเงินของคนไทยผ่านมุมมองจิตวิทยา พร้อมวิธีเปลี่ยนนิสัยการใช้เงินให้ดีขึ้น

BizBook168 Team 17 มี.ค. 2026 14 นาที

1จิตวิทยากับเงิน: มุมมอง Housel

Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือขายดีระดับโลกอย่าง 'The Psychology of Money' ได้เน้นย้ำถึงแก่นแท้ของการบริหารจัดการเงินที่หลายคนมองข้ามไป เขาให้ความเห็นที่ทรงพลังว่า 'การจัดการเงินไม่เกี่ยวกับความฉลาด แต่เกี่ยวกับพฤติกรรม' ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่า การมีระดับสติปัญญาที่สูง หรือ IQ ที่โดดเด่น ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จทางการเงินเสมอไป ในทางกลับกัน คนที่มีความสามารถทางสติปัญญาระดับปานกลาง หรือแม้แต่คนธรรมดาทั่วไป กลับสามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างน่าทึ่ง หากพวกเขามีพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ความสำเร็จที่แท้จริงจึงไม่ได้วัดกันที่ความรู้ความเข้าใจในทฤษฎีการเงินที่ซับซ้อน แต่ขึ้นอยู่กับนิสัยที่ถูกปลูกฝัง อารมณ์ที่สามารถควบคุมได้ และการตัดสินใจที่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว มากกว่าการตอบสนองต่อแรงกระตุ้นชั่วขณะ

2ปัญหาออมเงินไทย: รากเหง้าจิตวิทยา

ในบริบทของสังคมไทย ปัญหาเรื่องการออมเงินที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นประเด็นที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง และมีรากเหง้ามาจากปัจจัยทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนหลายประการ หนึ่งในอคติทางความคิดที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อพฤติกรรมการออม คือ 'Present Bias' หรือ การให้ความสำคัญกับความพึงพอใจในปัจจุบันมากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับในอนาคต ปรากฏการณ์นี้ทำให้ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเลือกเสพสุขหรือตอบสนองความต้องการในทันที โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาว ทำให้เงินที่ควรจะถูกเก็บออมไว้เพื่ออนาคต กลับถูกใช้ไปกับการซื้อหาสิ่งของที่อาจไม่จำเป็น หรือเพื่อสนองความอยากได้ที่เกิดขึ้นในชั่วขณะ ส่งผลให้เป้าหมายทางการเงินที่วางไว้ต้องล่าช้าหรืออาจไม่บรรลุผลเลย

3เปรียบเทียบสังคม บั่นทอนการออม

นอกเหนือจาก Present Bias แล้ว ปฏิบัติการเปรียบเทียบทางสังคม หรือ 'Social Comparison' ยังเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่บั่นทอนความสามารถในการออมเงินของคนไทย เรามักจะมองไปยังเพื่อนฝูง คนรู้จัก หรือแม้แต่บุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ และวัดคุณค่าของตนเอง รวมถึงความสำเร็จทางการเงิน จากสิ่งที่ผู้อื่นมีหรือแสดงออก เมื่อเห็นผู้อื่นมีข้าวของเครื่องใช้ที่ดูดีกว่า ขับรถหรู หรือไปเที่ยวในสถานที่ที่น่าประทับใจ เราก็อาจรู้สึกกดดันและอยากจะตามให้ทัน ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัว เพื่อรักษาภาพลักษณ์ หรือเพื่อไม่ให้รู้สึกด้อยกว่าผู้อื่น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว การบริโภคที่ขับเคลื่อนด้วยการเปรียบเทียบนี้ จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

4ทัศนคติ 'เงินคืออากาศ'

ทัศนคติที่มองว่า 'เงินคืออากาศ' หรือ 'ใช้ไปเดี๋ยวก็ได้ใหม่' เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่แฝงตัวอยู่ในจิตสำนึกของคนไทยหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคที่การเข้าถึงสินค้าและบริการทำได้ง่ายขึ้น ผ่านระบบการผ่อนชำระต่างๆ หรือแม้กระทั่งการใช้บัตรเครดิต ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเงินเป็นสิ่งที่หมุนเวียนได้ง่าย และสามารถหามาทดแทนได้เสมอ ความคิดเช่นนี้บั่นทอนความรู้สึกถึงคุณค่าของเงิน และลดทอนความสำคัญของการออมลงไปอย่างมาก เมื่อเราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังจะเสียไป เราก็จะไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องรักษาหรือเก็บออมมันไว้ ทำให้การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกลายเป็นเรื่องปกติ และการออมกลายเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไป

5ขาดความรู้การเงินส่วนบุคคล

การขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคล ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไทยประสบปัญหาในการออมเงิน แม้ว่าหลายคนจะมีความตั้งใจดีที่จะออม แต่กลับขาดเครื่องมือหรือแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม การไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร ควรแบ่งเงินอย่างไร ควรลงทุนในอะไร หรือแม้กระทั่งการไม่เข้าใจถึงผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อที่มีต่อมูลค่าของเงินออม ทำให้หลายคนเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้ภายใต้ที่นอน หรือฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ จนทำให้มูลค่าเงินออมลดลงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขาดความรู้เหล่านี้ เปรียบเสมือนการเดินเรือโดยไม่มีแผนที่และเข็มทิศ ทำให้หลงทางได้ง่ายและยากที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการ

6พลังนิสัยเล็กๆ สู่การออม

ในหนังสือ 'Atomic Habits' ของ James Clear ได้กล่าวถึงพลังของ 'นิสัยเล็กๆ' ที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ หลักการนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการออมเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราสามารถสร้างนิสัยการออมเล็กๆ น้อยๆ ให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เช่น การหักเงินออมอัตโนมัติจากรายได้ทันทีที่ได้รับ หรือการกำหนดวงเงินใช้จ่ายต่อวันอย่างเคร่งครัด การกระทำเล็กๆ เหล่านี้ เมื่อทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในระยะยาว แทนที่จะต้องอาศัยความพยายามครั้งใหญ่ในการออมเงินจำนวนมากในคราวเดียว ซึ่งมักจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและไม่ยั่งยืน การสร้างนิสัยที่แข็งแกร่งคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีวินัยและบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้

7FOMO: กลัวพลาดโอกาสการใช้จ่าย

อีกหนึ่งปัจจัยทางจิตวิทยาที่ส่งผลกระทบต่อการออมเงิน คือ 'Fear of Missing Out' หรือ FOMO ซึ่งเป็นความรู้สึกหวาดกลัวว่าจะพลาดโอกาสบางอย่างที่คนอื่นกำลังได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารและการนำเสนอสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานหรือคนรู้จักกำลังลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง หรือกำลังจับจ่ายซื้อสินค้าที่กำลังเป็นที่นิยม เราก็อาจเกิดความรู้สึกอยากจะทำตามบ้าง แม้ว่าอาจจะไม่ได้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ หรือสินทรัพย์นั้นอาจไม่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ความกลัวที่จะพลาดโอกาสนี้มักจะนำไปสู่การตัดสินใจทางการเงินที่หุนหันพลันแล่น และอาจก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าผลประโยชน์ที่คาดหวัง

8ความเชื่อผิดๆ ทางการเงิน

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการเงินที่ฝังรากอยู่ในสังคมไทยก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เช่น ความเชื่อที่ว่า 'การพนันเป็นทางลัดสู่ความร่ำรวย' หรือ 'การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงสูงเกินไปจนไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว' ความเชื่อเหล่านี้ทำให้ผู้คนพลาดโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายและมีความเสี่ยงที่สามารถบริหารจัดการได้ แทนที่จะหันไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเอง กลับเลือกที่จะมองข้ามไป หรือติดอยู่กับกรอบความคิดเดิมๆ ที่จำกัดศักยภาพในการเติบโตทางการเงินของตนเอง การปรับเปลี่ยนความเชื่อที่ผิดๆ และเปิดใจรับข้อมูลความรู้ใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

9เศรษฐีไทย: ไม่ใช่ใช้ฟุ่มเฟือย

ในหนังสือ 'The Millionaire Next Door' ของ Thomas J. Stanley และ William D. Danko ได้ทำการศึกษาและพบว่า เศรษฐีจำนวนมากในสหรัฐอเมริกาไม่ได้มีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่หรูหราฟุ่มเฟือยอย่างที่คนทั่วไปคิด แต่พวกเขากลับมีนิสัยประหยัดและเน้นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว สถิติที่น่าสนใจคือ เศรษฐีส่วนใหญ่มีรายได้ต่อปีที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่กลับมีอัตราการออมที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นกัน พวกเขาให้ความสำคัญกับการสร้างฐานะทางการเงินที่มั่นคง มากกว่าการแสดงออกถึงความร่ำรวยด้วยวัตถุภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยจำนวนมากอาจยังมองข้ามไปและให้ความสำคัญกับการบริโภคที่หวังผลระยะสั้น

10ความขี้เกียจวางแผนการเงิน

อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือ 'ความขี้เกียจ' ในการวางแผนทางการเงินและการติดตามผล แม้ว่าหลายคนจะมีความตั้งใจที่จะออมเงิน แต่กลับพบว่าการจัดทำงบประมาณ การบันทึกรายรับรายจ่าย หรือการทบทวนแผนการลงทุนเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายและใช้เวลา การหลีกเลี่ยงกิจกรรมเหล่านี้ ทำให้เราขาดการรับรู้ถึงสถานะทางการเงินที่แท้จริง และไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับเป้าหมายได้ ความขี้เกียจนี้เองที่ทำให้แผนการออมเงินที่วางไว้อาจกลายเป็นเพียงแค่กระดาษที่ไร้ความหมาย และไม่สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการได้

11ไม่คู่ควรความสำเร็จทางการเงิน

ความรู้สึก 'ไม่คู่ควร' กับความสำเร็จทางการเงิน หรือ 'Low Self-Esteem' ก็เป็นปัจจัยทางจิตวิทยาที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน บางคนอาจมีความเชื่อฝังใจว่าตนเองไม่คู่ควรกับความร่ำรวย หรือไม่สามารถประสบความสำเร็จทางการเงินได้ ทำให้เกิดพฤติกรรมการทำลายตนเองทางการเงินโดยไม่รู้ตัว เช่น การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อปลอบประโลมตนเอง หรือการปฏิเสธโอกาสในการลงทุนที่ดีเพราะรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถมากพอ ความรู้สึกไม่คู่ควรนี้เปรียบเสมือนกำแพงที่มองไม่เห็น กั้นขวางศักยภาพในการสร้างความมั่งคั่งของบุคคลนั้นๆ

12การซื้อตามอารมณ์ยุคใหม่

ในยุคที่การตลาดและการโฆษณามีอิทธิพลสูงมาก สินค้าและบริการต่างๆ ถูกนำเสนอในรูปแบบที่น่าดึงดูดใจ ทำให้เกิด 'การซื้อตามอารมณ์' หรือ 'Impulse Buying' ได้ง่ายขึ้น เมื่อเผชิญกับโปรโมชั่นลดราคา หรือสินค้าที่ดูน่าสนใจ เรามักจะเกิดความต้องการซื้อขึ้นมาทันที โดยไม่ได้พิจารณาถึงความจำเป็นหรือผลกระทบต่อแผนการเงินของเรา การซื้อตามอารมณ์นี้ ทำลายวินัยในการออม และทำให้เงินที่ควรจะถูกเก็บออม กลับถูกใช้ไปอย่างไม่รู้ตัว

13ขาด Financial Literacy พื้นฐาน

การขาด 'Financial Literacy' หรือความรู้ความเข้าใจด้านการเงินในระดับพื้นฐาน เป็นปัญหาที่แพร่หลายในสังคมไทย การเรียนการสอนในระบบการศึกษาไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังความรู้ด้านการเงินอย่างจริงจัง ทำให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปขาดความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการเงิน การออม การลงทุน และการวางแผนเกษียณอายุ เมื่อขาดความรู้ ก็ย่อมยากที่จะตัดสินใจทางการเงินได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

14ระบบคิดเร็ว vs. คิดช้า

ในหนังสือ 'Thinking, Fast and Slow' ของ Daniel Kahneman นักจิตวิทยารางวัลโนเบล ได้อธิบายถึงระบบการคิดสองแบบ คือ ระบบที่ 1 (คิดเร็ว สัญชาตญาณ) และระบบที่ 2 (คิดช้า วิเคราะห์) การตัดสินใจทางการเงินส่วนใหญ่มักเกิดจากระบบที่ 1 ที่อาศัยสัญชาตญาณและอารมณ์ ทำให้เราตัดสินใจซื้อของที่เห็นแล้วชอบ หรือลงทุนตามกระแส โดยไม่ได้ผ่านการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ การฝึกฝนการใช้ระบบที่ 2 ให้มากขึ้น การหยุดคิด วิเคราะห์ และประเมินผลก่อนตัดสินใจ จะช่วยลดข้อผิดพลาดทางการเงินที่เกิดจากอารมณ์และสัญชาตญาณได้

15ค่านิยม 'ให้' และ 'ช่วยเหลือ'

สังคมไทยยังคงมีค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการ 'ให้' และ 'การช่วยเหลือ' เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่บางครั้งก็อาจนำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัวเพื่อรักษาหน้าตา หรือเพื่อแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การตอบรับคำขอความช่วยเหลือทางการเงินจากญาติมิตร หรือการเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างตามใจ โดยไม่ได้คำนึงถึงความสามารถทางการเงินของตนเอง อาจกลายเป็นภาระที่หนักอึ้ง และบั่นทอนความสามารถในการออมของตนเองในระยะยาว การสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือผู้อื่นกับการดูแลความมั่นคงทางการเงินของตนเองจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย

16ความไม่แน่นอนอนาคต

ความไม่แน่นอนของอนาคตเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้หลายคนลังเลที่จะออมเงิน เมื่อมองเห็นสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน ปัญหาสังคม หรือภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การคิดว่า 'เก็บไว้ก็ไม่รู้จะได้ใช้เมื่อไหร่' หรือ 'เดี๋ยวก็มีเรื่องให้ใช้จ่าย' อาจทำให้คนหันมาใช้จ่ายเพื่อความสุขในปัจจุบันแทนการออมเพื่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง แม้ว่าความกังวลนี้จะมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่การปล่อยให้ความไม่แน่นอนมาครอบงำจนไม่ยอมวางแผนทางการเงินเลย ก็จะยิ่งทำให้เราเปราะบางต่อความเสี่ยงในอนาคตมากขึ้นไปอีก

17ขาดเป้าหมายทางการเงินชัดเจน

การขาด 'เป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน' ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การออมเงินไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อเราไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น การซื้อบ้าน การศึกษาบุตรหลาน หรือการเกษียณอายุอย่างสุขสบาย เราก็อาจขาดแรงจูงใจที่จะเก็บออม การมีเป้าหมายที่จับต้องได้และมีกำหนดเวลา จะช่วยให้เราเห็นภาพอนาคตที่ต้องการ และมีพลังในการผลักดันตนเองให้บรรลุเป้าหมายนั้นๆ การตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้ (Measurable) และมีระยะเวลา (Time-bound) ตามหลัก SMART Goals จะช่วยเพิ่มโอกาสในการออมเงินให้สำเร็จได้มากขึ้น

18ชีวิตคือพลังงานทางการเงิน

ในหนังสือ 'Your Money or Your Life' โดย Vicki Robin และ Joe Dominguez ได้เสนอแนวคิดที่ท้าทายว่า ชีวิตของเราคือ 'พลังงานทางการเงิน' ที่เราต้องใช้ในการดำรงชีวิต การใช้จ่ายเงินแต่ละครั้ง คือการแลกเปลี่ยนเวลาและพลังงานชีวิตของเราไป การตระหนักถึงคุณค่าของเวลาและพลังงานชีวิตที่เราต้องเสียไปกับการหาเงิน เพื่อนำมาซื้อสิ่งของหรือบริการ จะช่วยให้เราประเมินความคุ้มค่าของการใช้จ่ายได้อย่างรอบคอบมากขึ้น และอาจทำให้เราเลือกที่จะออมเงินหรือลงทุนในสิ่งที่สร้างคุณค่าระยะยาวให้กับชีวิต มากกว่าการบริโภคที่ให้ความสุขเพียงชั่วครู่

19วินัย: หัวใจบริหารเงิน

สุดท้ายนี้ การขาด 'วินัย' คือจุดร่วมของปัญหาทั้งหมด การบริหารจัดการเงินไม่ใช่เรื่องของความฉลาด แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรม และพฤติกรรมที่ดีนั้นต้องอาศัยวินัยในการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ การเอาชนะ Present Bias, Social Comparison, FOMO และสิ่งล่อใจอื่นๆ ต้องอาศัยการฝึกฝนและวินัยอย่างต่อเนื่อง การสร้างนิสัยการออม การควบคุมการใช้จ่าย และการวางแผนทางการเงินอย่างมีสติ คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินที่ยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคน

#จิตวิทยาเงิน#การออม#พฤติกรรมการเงิน#คนไทย#การเงินส่วนบุคคล

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านหนังสือธุรกิจฟรี 1,334 เล่ม

เนื้อหาเข้มข้น 64,600 ตอน ครอบคลุม 10 หมวดหมู่

เข้าห้องสมุด