1,111 เล่ม 57,100 ตอน อ่านฟรี!
กลับไปหน้าบทความ
Mindset & พัฒนาตนเอง

เคล็ดลับการจัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพสำหรับนักธุรกิจ

การจัดการเวลาคือทักษะสำคัญที่ช่วยให้นักธุรกิจบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น หนังสือธุรกิจอย่าง 'The 7 Habits of Highly Effective People' โดย Stephen R. Covey แนะนำเทคนิคการจัดลำดับความสำคัญที่ช่วยลดความเครียดและเพิ่มผลผลิต ซึ่งเชื่อมโยงกับการอ่านที่ช่วยพัฒนาทักษะนี้

BizBook168 Team 16 ก.พ. 2026 15 นาที

1เวลา: ทรัพยากรล้ำค่าของนักธุรกิจ

ในโลกธุรกิจที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทาย เวลาคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดที่นักธุรกิจทุกคนมีเท่าเทียมกัน หากปราศจากการจัดการที่ดี แม้แต่วันที่ยาวนานที่สุดก็อาจรู้สึกไม่เพียงพอสำหรับการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การพัฒนาทักษะการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตและความสำเร็จอย่างยั่งยืน บทความนี้จะเจาะลึกถึงเคล็ดลับและแนวคิดสำคัญที่จะช่วยให้นักธุรกิจสามารถควบคุมเวลาของตนเองได้อย่างเต็มที่ เปลี่ยนจากผู้ถูกเวลาควบคุม กลายเป็นผู้ควบคุมชะตาชีวิตทางธุรกิจด้วยตัวเอง โดยจะเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนทัศนคติ (Mindset) ควบคู่ไปกับการพัฒนาตนเอง (Self-Development) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรม

2Mindset: กุญแจสู่การจัดการเวลา

หัวใจสำคัญประการแรกของการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพคือการมี 'Mindset' ที่ถูกต้อง นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมักมองว่าเวลาไม่ใช่สิ่งที่สูญเปล่า แต่เป็นสินทรัพย์ที่ต้องลงทุนอย่างชาญฉลาด พวกเขาไม่รอให้มีเวลาว่างค่อยทำสิ่งที่สำคัญ แต่จะสร้างเวลาขึ้นมาเพื่อทำสิ่งเหล่านั้น การคิดเช่นนี้จะช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญของงานได้อย่างถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการจมปลักอยู่กับงานเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาว หากคุณรู้สึกว่าเวลาหมดไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ลองพิจารณาว่าคุณกำลังมองเวลาเป็นทรัพยากรที่ต้องบริหารจัดการ หรือเป็นเพียงสิ่งที่ผ่านไปตามธรรมชาติ การปรับมุมมองนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทรงพลังที่สุด

3ตั้งเป้าหมาย SMART: รากฐานสำคัญ

การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ (SMART Goals) เป็นรากฐานสำคัญของการจัดการเวลาที่ประสบความสำเร็จ เมื่อเราทราบว่าต้องการบรรลุอะไรในระยะสั้น กลาง และยาว จะทำให้เราสามารถวางแผนการใช้เวลาในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์ได้อย่างมีทิศทาง เป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยในการตัดสินใจว่าจะทำอะไร ไม่ทำอะไร และจะมอบหมายงานใดให้ใคร การมีเป้าหมายที่ค้างคาอยู่ในใจโดยไม่มีแผนรองรับ เปรียบเสมือนการล่องเรือไปอย่างไร้จุดหมาย ซึ่งแน่นอนว่าจะเสียเวลาและพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ การทบทวนเป้าหมายเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยปรับทิศทางและสร้างแรงจูงใจในการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

4จัดลำดับความสำคัญ: เทคนิค Eisenhower

การจัดลำดับความสำคัญของงานเป็นทักษะที่นักธุรกิจทุกคนต้องฝึกฝนอย่างเข้มข้น เทคนิคหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือ 'Matrix Eisenhower' หรือ 'Eisenhower Matrix' ซึ่งแบ่งงานออกเป็น 4 ประเภท คือ สำคัญและเร่งด่วน, สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน, ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน, และไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน โดยเราควรให้ความสำคัญกับงานที่ 'สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน' มากที่สุด เพราะเป็นงานที่ส่งผลต่อการเติบโตในระยะยาว การบริหารจัดการงานในหมวดนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้งานเหล่านั้นกลายเป็นเรื่อง 'สำคัญและเร่งด่วน' ในอนาคต การเข้าใจความแตกต่างระหว่างความเร่งด่วนและความสำคัญเป็นกุญแจสำคัญในการใช้เวลาอย่างชาญฉลาด

5วางแผนรายวัน-รายสัปดาห์: สู่การปฏิบัติ

การวางแผนรายวันและรายสัปดาห์เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการนำเป้าหมายไปสู่การปฏิบัติจริง ควรใช้เวลาช่วงเย็นของวันก่อนหน้า หรือเช้าตรู่ของวันใหม่ในการวางแผนงานที่จะทำในแต่ละวัน โดยกำหนดสิ่งสำคัญที่สุด 1-3 อย่างที่ต้องทำให้สำเร็จ การวางแผนสัปดาห์จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของงานที่ต้องทำ ความคืบหน้าของโปรเจกต์ต่างๆ และสามารถจัดสรรเวลาสำหรับการประชุม การทำงานเชิงกลยุทธ์ หรือแม้แต่เวลาสำหรับการพักผ่อน การใช้เครื่องมือช่วยวางแผน เช่น ปฏิทินดิจิทัล หรือแอปพลิเคชันจัดการงาน จะช่วยให้การวางแผนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสที่จะลืมงานสำคัญไป

6มอบหมายงาน: พลังแห่งการกระจายภาระ

การมอบหมายงาน (Delegation) อย่างมีประสิทธิภาพเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญสำหรับนักธุรกิจ การพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองเป็นกับดักที่พบบ่อยที่สุด การรู้จักมอบหมายงานที่เหมาะสมให้กับทีมงาน ไม่เพียงแต่จะช่วยแบ่งเบาภาระของคุณ แต่ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของทีมงานอีกด้วย สิ่งสำคัญคือต้องเลือกงานที่เหมาะสมที่จะมอบหมาย และเลือกคนที่เหมาะสมกับงานนั้นๆ รวมถึงการให้คำแนะนำที่ชัดเจน กระบวนการทำงานที่ต้องการ และกำหนดเวลาที่ต้องส่งมอบ หากทำได้อย่างถูกต้อง การมอบหมายงานจะช่วยปลดล็อกเวลาของคุณให้ไปทุ่มเทกับงานที่สำคัญต่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจจริงๆ

7Time Blocking: จัดสรรเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิค 'Time Blocking' เป็นวิธีการจัดสรรเวลาที่นักธุรกิจจำนวนมากนำมาใช้และเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน แทนที่จะมีรายการสิ่งที่ต้องทำ (To-Do List) ที่ไม่มีที่สิ้นสุด Time Blocking คือการจัดสรรช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจงในปฏิทินของคุณสำหรับงานหรือกิจกรรมแต่ละอย่าง เช่น ช่วงเวลา 9.00-10.00 น. สำหรับการตอบอีเมล ช่วงเวลา 10.00-12.00 น. สำหรับการประชุมลูกค้า หรือช่วงเวลา 13.00-15.00 น. สำหรับการทำงานเชิงกลยุทธ์ การทำเช่นนี้ช่วยให้คุณมีสมาธิกับงานที่ทำอยู่ และป้องกันการถูกรบกวนจากสิ่งอื่นๆ การจัดสรรเวลาอย่างเป็นระบบนี้จะช่วยให้งานที่สำคัญไม่ถูกละเลย

8บริหารสิ่งรบกวน: สมาธิคือสิ่งสำคัญ

การบริหารจัดการสิ่งรบกวน (Distraction Management) เป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล อีเมล การแจ้งเตือนโซเชียลมีเดีย หรือการเข้ามาสอบถามของเพื่อนร่วมงาน ล้วนสามารถขัดจังหวะการทำงานที่ต้องใช้สมาธิได้ นักธุรกิจควรฝึกฝนการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน เช่น ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็นในช่วงเวลาทำงานที่ต้องการสมาธิ หรือสื่อสารกับทีมงานเกี่ยวกับช่วงเวลาที่คุณต้องการสมาธิ การใช้เทคนิค 'Pomodoro' คือการทำงานเป็นช่วงๆ สลับกับการพักสั้นๆ ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มสมาธิและลดความเหนื่อยล้าจากการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน

9เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ: รักษาเวลาของคุณ

การเรียนรู้ที่จะปฏิเสธ (Learning to Say No) เป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักธุรกิจที่ต้องการบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ การรับปากทำทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายหรือทุกคำขอที่เข้ามา โดยไม่พิจารณาถึงผลกระทบต่อตารางเวลาและเป้าหมายหลักของตนเอง จะนำไปสู่การทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพและภาระงานที่มากเกินไป การปฏิเสธอย่างสุภาพและมีเหตุผล โดยอธิบายถึงข้อจำกัดด้านเวลาหรือทรัพยากร จะช่วยให้คุณสามารถรักษาโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ได้ หนังสือ 'Essentialism: The Disciplined Pursuit of Less' โดย Greg McKeown ได้เน้นย้ำถึงแนวคิดนี้ว่า การทำน้อยลงแต่ทำให้ดีขึ้นคือหนทางสู่ความสำเร็จที่แท้จริง

10ทบทวน ประเมินผล: ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

การทบทวนและประเมินผลการจัดการเวลาของตนเองอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ควรหาเวลาในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือนเพื่อทบทวนว่าเราใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง งานไหนที่เสร็จตามแผน งานไหนที่ล่าช้า และอะไรคือสาเหตุของการล่าช้า การประเมินผลนี้จะช่วยให้เราสามารถปรับปรุงกระบวนการจัดการเวลาของตนเองให้ดียิ่งขึ้น และระบุจุดที่ต้องพัฒนา หรือเทคนิคใหม่ๆ ที่จะนำมาปรับใช้ การทบทวนอย่างจริงจังจะช่วยให้เราไม่ติดอยู่กับรูปแบบการทำงานเดิมๆ ที่อาจไม่เหมาะสมอีกต่อไป

11พัฒนาตนเอง: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (Continuous Self-Development) เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่เชื่อมโยงกับการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เช่น การใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงาน การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ หรือการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวม และทำให้สามารถจัดการกับงานต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพกายและใจ เช่น การออกกำลังกาย การพักผ่อนที่เพียงพอ และการหากิจกรรมผ่อนคลาย ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงคือพื้นฐานของการมีสมาธิและพลังงานในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน

12เรียนรู้จากหนังสือ: Getting Things Done

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากได้เรียนรู้และนำเทคนิคการจัดการเวลาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ มาปรับใช้ หนึ่งในแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจคือหนังสือ 'Getting Things Done: The Art of Stress-Free Productivity' โดย David Allen ซึ่งนำเสนอระบบการจัดการงานที่ครอบคลุมและช่วยลดความเครียดจากการมีภาระงานที่ต้องจัดการมากมาย แนวคิดการรวบรวมงานทั้งหมดเข้ามาไว้ในระบบเดียว และการประมวลผลอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้นักธุรกิจสามารถจัดการกับข้อมูลและภาระงานที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างเป็นระเบียบ

13Deep Work: ทำงานลึกซึ้งในโลกวุ่นวาย

นอกจากนี้ หนังสืออย่าง 'Deep Work: Rules for Focused Success in a Distracted World' โดย Cal Newport ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานที่ต้องใช้สมาธิอย่างลึกซึ้งในโลกปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งรบกวน การจัดสรรเวลาและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ 'Deep Work' จะช่วยให้นักธุรกิจสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพสูงและมีความหมายได้อย่างแท้จริง การอ่านและนำแนวคิดจากหนังสือเหล่านี้มาปรับใช้ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมและบทสรุปน่าสนใจได้ที่ BizBook168 ซึ่งรวบรวมหนังสือธุรกิจชั้นนำไว้มากมาย

14ปรับปรุงพัฒนา: กระบวนการไม่สิ้นสุด

สุดท้ายนี้ การจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่เทคนิคตายตัว แต่เป็นกระบวนการที่ต้องปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคือผู้ที่พร้อมจะทดลอง ใช้ และปรับเปลี่ยนวิธีการของตนเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การมี Mindset ที่ถูกต้อง ควบคู่ไปกับการฝึกฝนทักษะต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของตนเอง และขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างยั่งยืน การลงทุนในตัวเองเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเวลาก็เปรียบเสมือนการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดแก่องค์กร

15ปฏิบัติจริง: เปลี่ยนเวลาไม่พอเป็นเหลือเฟือ

การนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง จะช่วยให้นักธุรกิจสามารถเปลี่ยนจากการรู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอ กลายเป็นผู้ที่มีเวลาเหลือเฟือสำหรับทำในสิ่งที่สำคัญจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาธุรกิจ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือแม้แต่การมีเวลาให้กับครอบครัว การบริหารจัดการเวลาที่มีประสิทธิภาพคือการบริหารจัดการชีวิต และเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จในทุกมิติ หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจและแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม ควรแวะเข้าไปดูที่ BizBook168 เพื่อค้นหาหนังสือและบทความที่จะช่วยเสริมศักยภาพของคุณให้ก้าวไปอีกขั้น

16จัดลำดับความสำคัญ: ต่อยอดจากเป้าหมาย

การจัดลำดับความสำคัญของงานถือเป็นหัวใจสำคัญที่ต่อยอดจากการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน นักธุรกิจที่เก่งมักใช้หลักการ "Eisenhower Matrix" หรือ "Quadrant" ซึ่งแบ่งงานออกเป็น 4 ประเภท คือ สำคัญและเร่งด่วน (Do First), สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (Schedule), ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (Delegate), และไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน (Eliminate) การประยุกต์ใช้กรอบความคิดนี้จะช่วยให้เราสามารถแยกแยะและมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมที่สร้างคุณค่าสูงสุดต่อธุรกิจ หลีกเลี่ยงการเสียเวลาไปกับงานที่อาจดูเร่งด่วนแต่แท้จริงแล้วไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายหลัก ตัวอย่างเช่น การตอบอีเมลที่ไม่สำคัญทันที อาจทำให้เราเสียสมาธิจากโปรเจกต์ที่สำคัญและต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การจัดสรรเวลาให้กับงานที่ "สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน" อย่างสม่ำเสมอ เช่น การวางแผนกลยุทธ์ การพัฒนาทีม หรือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในระยะยาวที่แท้จริง

17วางแผนมีวินัย: ใช้เครื่องมือช่วย

นอกจากการจัดลำดับความสำคัญแล้ว การวางแผนและการจัดตารางเวลาอย่างมีวินัยก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน นักธุรกิจควรใช้เครื่องมือช่วยจัดการเวลา เช่น ปฏิทินดิจิทัล (Google Calendar, Outlook Calendar) หรือแอปพลิเคชันบริหารจัดการงาน (Asana, Trello) เพื่อบันทึกและติดตามกิจกรรมต่างๆ การแบ่งงานใหญ่ออกเป็นงานย่อยๆ ที่สามารถจัดการได้ (Chunking) และกำหนดเวลาที่ชัดเจนสำหรับแต่ละงาน จะช่วยลดความรู้สึกท่วมท้นและเพิ่มความสามารถในการทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น การศึกษาจากสถาบัน McKinsey พบว่า การวางแผนงานล่วงหน้าเพียง 15 นาทีต่อวัน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ถึง 20% เลยทีเดียว การกำหนด "เวลาบล็อก" (Time Blocking) สำหรับงานที่ต้องใช้สมาธิสูง หรือการประชุมที่สำคัญ จะช่วยป้องกันการรบกวนจากภายนอก และทำให้มั่นใจได้ว่าเราจะได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่กับสิ่งที่สำคัญที่สุด

18ทัศนคติที่ดี: ปฏิเสธและมอบหมายงาน

การพัฒนาทัศนคติที่ส่งเสริมการจัดการเวลาที่ดีนั้น ยังรวมถึงการเรียนรู้ที่จะปฏิเสธและมอบหมายงานอย่างเหมาะสม นักธุรกิจที่พยายามทำทุกอย่างด้วยตนเอง มักจะพบกับความเหนื่อยล้าและประสิทธิภาพที่ลดลง การรู้จักปฏิเสธคำขอหรืองานที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายหลัก หรือไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้อย่างชัดเจน เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน การมอบหมายงาน (Delegation) ให้กับทีมงานที่มีศักยภาพ ก็เป็นอีกกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยปลดล็อกเวลาของเราให้สามารถไปโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญกว่าได้ การมอบหมายงานที่ดีต้องมาพร้อมกับการสื่อสารที่ชัดเจน การให้เครื่องมือและทรัพยากรที่เพียงพอ และการให้อิสระในการทำงานควบคู่ไปกับการติดตามผลอย่างเหมาะสม กรณีศึกษาของ Amazon ภายใต้การนำของ Jeff Bezos แสดงให้เห็นถึงการกระจายอำนาจและการมอบหมายงานที่ทำให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

19ประเมินผลปรับปรุง: กุญแจสู่ความสำเร็จ

สุดท้าย การจัดการเวลาที่มีประสิทธิภาพไม่ได้หยุดอยู่ที่การวางแผนและการจัดระเบียบ แต่ต้องอาศัยการประเมินผลและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง นักธุรกิจควรมีช่วงเวลาทบทวน (Review) เป็นประจำ เพื่อประเมินว่าแผนการที่วางไว้ได้ผลจริงหรือไม่ มีอะไรที่ต้องปรับปรุง หรือมีอะไรที่สามารถทำได้ดีกว่าเดิม การสังเกตพฤติกรรมของตนเอง เช่น การใช้เวลาไปกับกิจกรรมใดมากที่สุด และกิจกรรมนั้นสร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่าหรือไม่ จะช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ การพักผ่อนและการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว (Work-Life Balance) ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในระยะยาว นักธุรกิจที่ดูแลสุขภาพกายและใจให้ดี มักจะมีความคิดที่เฉียบคม มีพลังในการทำงาน และสามารถจัดการกับความท้าทายต่างๆ ได้ดีกว่า

#time-management#การจัดการเวลา#ธุรกิจ#productivity

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

Mindset & พัฒนาตนเอง

Growth Mindset กับ Fixed Mindset: กุญแจสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ

Growth Mindset คือทัศนคติที่เชื่อว่าความสามารถสามารถพัฒนาได้ผ่านการฝึกฝน ในขณะที่ Fixed Mindset มองว่าความสามารถเป็นสิ่งตายตัว ซึ่งทั้งสองแบบส่งผลต่อธุรกิจอย่างมาก โดยหนังสือธุรกิจอย่าง 'Mindset' ของ Carol Dweck ชี้ให้เห็นว่าการมี Growth Mindset ช่วยให้ผู้ประกอบการรับมือกับความล้มเหลวและเติบโตได้ดีขึ้น

อ่านต่อ

อ่านหนังสือธุรกิจฟรี 1,111 เล่ม

เนื้อหาเข้มข้น 57,100 ตอน ครอบคลุม 10 หมวดหมู่

เข้าห้องสมุด